สวัสดีค่ะทุกคน! เข้าสู่ช่วงเวลาที่เราจะต้องมาจัดการเรื่องภาษีกันอีกแล้ว หลายคนคงจะรู้สึกปวดหัวกับการคำนวณภาษีและหาทางประหยัดภาษีกันอยู่ใช่ไหมคะ? บอกตามตรงเลยว่าฉันเองก็เคยผ่านจุดนั้นมาแล้วค่ะ!
แต่พอได้ศึกษาและคลุกคลีกับเรื่องนี้มานาน ฉันก็พบว่าจริงๆ แล้วมีกลยุทธ์ดีๆ ที่ช่วยให้เราประหยัดภาษีได้มากกว่าที่คิด แถมยังเป็นวิธีที่ถูกต้องตามกฎหมายด้วยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของค่าลดหย่อนที่เรามักจะมองข้าม หรือแม้แต่สิทธิประโยชน์ใหม่ๆ ที่รัฐบาลออกมา ซึ่งถ้าเราไม่ติดตามให้ดีก็อาจจะพลาดโอกาสดีๆ ไปได้อย่างน่าเสียดายเลยค่ะ ฉันเองก็ได้ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้กับตัวเองและคนใกล้ตัวมาแล้ว รับรองว่าช่วยให้หลายคนยิ้มออกเมื่อเห็นตัวเลขที่ต้องจ่ายลดลงได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะค่ะ ดังนั้น ถ้าคุณอยากรู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะจ่ายภาษีน้อยลงอย่างชาญฉลาด ไม่ต้องกังวลอีกต่อไปแล้วนะคะ เพราะวันนี้ฉันมีเคล็ดลับเด็ดๆ ที่รับรองว่าคุณเอาไปใช้ได้จริงมาฝากกันค่ะมาดูกันอย่างละเอียดในบทความด้านล่างนี้เลยนะคะ!
ไขปริศนาค่าลดหย่อน: สิ่งที่คุณอาจมองข้ามแต่ประหยัดได้จริง

หลายคนพอได้ยินคำว่า “ค่าลดหย่อน” ก็มักจะนึกถึงอะไรที่ซับซ้อน ยุ่งยาก และสุดท้ายก็ยอมแพ้ไปง่ายๆ เลยใช่ไหมคะ? บอกเลยว่าฉันเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้นค่ะ! แต่พอได้ลองเจาะลึกดูจริงๆ กลับพบว่ามันเป็นเหมือนสมบัติที่ซ่อนอยู่เลยนะ เพราะค่าลดหย่อนเหล่านี้แหละที่จะช่วยให้เราจ่ายภาษีน้อยลงได้แบบถูกกฎหมาย และบางครั้งมันก็เป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราใช้จ่ายกันอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน เพียงแต่เราไม่รู้ว่ามันเอามาใช้ลดหย่อนได้ ฉันเองก็ได้มีโอกาสลองรวบรวมข้อมูลและปรึกษาผู้รู้มาเยอะมาก เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่นำมาใช้ลดหย่อนนั้นถูกต้องและไม่ก่อให้เกิดปัญหาตามมาทีหลัง และผลที่ได้ก็คือตัวเลขที่ต้องจ่ายภาษีลดลงจริงๆ จนรู้สึกเหมือนได้เงินเดือนเพิ่มมาอีกทางเลยล่ะค่ะ สิ่งสำคัญคือเราต้องทำความเข้าใจแต่ละประเภทให้ดี เพราะแต่ละอย่างก็มีเงื่อนไขและวงเงินที่แตกต่างกันไป การที่เราจะใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้อย่างเต็มที่ ก็ต้องไม่ลืมที่จะเก็บเอกสารหลักฐานให้ครบถ้วนด้วยนะคะ ถ้าขาดไปแม้แต่ชิ้นเดียวก็อาจจะทำให้เราเสียสิทธิ์ไปอย่างน่าเสียดายเลย
1. เช็กให้ชัวร์! ค่าลดหย่อนพื้นฐานที่คุณมีสิทธิ์ทุกคน
เริ่มต้นจากง่ายๆ ก่อนเลยค่ะ คือค่าลดหย่อนส่วนตัวที่ทุกคนมีสิทธิ์อยู่แล้ว รวมถึงค่าลดหย่อนคู่สมรส (ถ้ามี) และค่าลดหย่อนบุตร ซึ่งเป็นพื้นฐานที่นักภาษีมือใหม่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง ตัวเลขเหล่านี้อาจจะดูเล็กน้อยในตอนแรก แต่พอรวมๆ กันแล้วมันก็สร้างความแตกต่างได้ไม่น้อยเลยนะ อย่างค่าลดหย่อนส่วนตัวนี่คือเราได้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องทำอะไรเลย ส่วนถ้าใครมีคู่สมรสที่ไม่มีรายได้ หรือมีลูกน้อย ก็อย่าลืมนำมาใช้สิทธิ์ให้ครบถ้วนล่ะคะ ฉันจำได้ว่าช่วงที่ลูกคนแรกเกิดใหม่ๆ นี่แหละ เป็นช่วงที่เราต้องจัดสรรรายรับรายจ่ายเยอะมาก การได้ค่าลดหย่อนส่วนนี้มาช่วย ก็เหมือนได้แบ่งเบาภาระไปได้เยอะเลยล่ะค่ะ และที่สำคัญคือต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลส่วนตัวและสถานะครอบครัวของเราถูกต้องตรงตามความจริงด้วยนะคะ เพื่อป้องกันปัญหาเวลาเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ
2. ค่าลดหย่อนที่เกี่ยวข้องกับการออมและการลงทุนที่คุณต้องรู้
สำหรับสายออมและสายลงทุน ห้ามพลาดเลยค่ะ เพราะเงินที่เรานำไปลงทุนใน RMF (กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ) หรือ SSF (กองทุนรวมเพื่อการออม) รวมถึงเงินที่ส่งเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ/กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน ล้วนแล้วแต่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ทั้งนั้น! นี่เป็นวิธีที่ฉลาดมาก เพราะนอกจากจะได้ลดหย่อนภาษีแล้ว เงินที่เราออมหรือลงทุนไปก็จะงอกเงยสร้างผลตอบแทนให้เราในระยะยาวอีกด้วย เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยค่ะ ฉันเองก็ได้เริ่มลงทุนใน RMF มาตั้งแต่หลายปีก่อน เพราะมองว่าเป็นการสร้างวินัยการออมที่ดี แถมยังช่วยลดภาษีได้ทุกปีด้วย พอถึงเวลาเกษียณก็จะมีเงินก้อนไว้ใช้สบายๆ ซึ่งเป็นอะไรที่รู้สึกอุ่นใจมากๆ เลยค่ะ แต่อย่าลืมศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขการลงทุนของแต่ละกองทุนให้ดีก่อนตัดสินใจนะคะ
วางแผนการลงทุนควบคู่การลดหย่อนภาษี ให้เงินงอกเงยแบบสองต่อ
การลงทุนกับการลดหย่อนภาษีเป็นเรื่องที่แยกจากกันไม่ได้เลยจริงๆ ค่ะ โดยเฉพาะยุคนี้ที่เรื่องการเงินเป็นสิ่งสำคัญ ฉันเชื่อว่าหลายคนอยากให้เงินที่มีทำงานให้เรางอกเงยไปพร้อมๆ กับการประหยัดภาษีไปด้วยใช่ไหมล่ะคะ? ซึ่งมันเป็นไปได้จริงๆ นะ ถ้าเรารู้จักเลือกเครื่องมือที่เหมาะสม นี่เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ฉันใช้มาตลอดและอยากบอกต่อมากๆ เพราะมันไม่เพียงแค่ช่วยให้เราไม่ต้องจ่ายภาษีเยอะเกินจำเป็น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางการเงินในอนาคตไปในตัวด้วย ลองคิดดูสิคะ ว่าเงินที่เราต้องจ่ายเป็นภาษีส่วนหนึ่ง ถ้าเราสามารถเปลี่ยนมันมาเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีๆ ได้ มันจะดีแค่ไหน การวางแผนแบบนี้ต้องอาศัยความเข้าใจเรื่องการลงทุนพอสมควร แต่ไม่ต้องกังวลค่ะ เพราะตอนนี้มีข้อมูลและผู้เชี่ยวชาญมากมายที่พร้อมจะให้คำแนะนำ ขอแค่เราเปิดใจเรียนรู้และลงมือทำเท่านั้นเอง
1. เลือก RMF/SSF ให้ตอบโจทย์ชีวิตและภาษี
RMF และ SSF เป็นสองกองทุนหลักที่สายลดหย่อนภาษีต้องรู้จักค่ะ ทั้งสองกองทุนนี้มีวัตถุประสงค์คล้ายกันคือส่งเสริมการออมระยะยาวและให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี แต่ก็มีข้อแตกต่างเรื่องเงื่อนไขการถือครองและการขายคืน ดังนั้น การเลือกกองทุนที่เหมาะสมกับแผนการเงินและช่วงชีวิตของเราจึงเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ ถ้าเราตั้งใจจะออมระยะยาวเพื่อวัยเกษียณจริงๆ RMF อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดี ส่วนถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะออมนานขนาดนั้นไหม SSF ก็เป็นทางเลือกที่ยืดหยุ่นกว่าเล็กน้อย ฉันเองก็ได้ลองลงทุนในทั้งสองแบบเลยค่ะ เพื่อกระจายความเสี่ยงและดูว่าแบบไหนที่เหมาะกับเป้าหมายของตัวเองมากที่สุด และที่สำคัญคือ อย่าลืมศึกษาประเภทของสินทรัพย์ที่กองทุนลงทุนด้วยนะคะ ว่าเป็นหุ้น พันธบัตร หรือสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ที่เรายอมรับความเสี่ยงได้ไหม
2. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ: สวัสดิการที่ไม่ควรมองข้าม
สำหรับคนทำงานประจำหลายคน อาจจะมีสวัสดิการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจากบริษัทอยู่แล้วใช่ไหมคะ? นี่คืออีกหนึ่งช่องทางลดหย่อนภาษีที่คุ้มค่ามาก เพราะเงินที่เราสะสมเข้าไป รวมถึงเงินสมทบจากนายจ้าง ก็จะถูกนำไปลงทุนและงอกเงยเรื่อยๆ แถมยังได้ลดหย่อนภาษีอีกด้วย ยิ่งใครที่ทำงานมานานและส่งเงินสะสมในอัตราสูงๆ ยิ่งเห็นผลชัดเจนเลยค่ะ ฉันเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ให้ความสำคัญกับการออมผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมากๆ เพราะมันช่วยสร้างความมั่นคงในระยะยาวได้จริง และเป็นเงินที่เราแทบจะไม่รู้สึกว่าถูกหักไปเลย เพราะมันจะไปอยู่ในบัญชีการลงทุนของเราโดยอัตโนมัติ ลองตรวจสอบกับฝ่ายบุคคลของบริษัทดูนะคะ ว่าเราสามารถเพิ่มอัตราการสะสมได้สูงสุดเท่าไหร่ เพื่อใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้อย่างเต็มที่
ประกันชีวิตและสุขภาพ: ไม่ใช่แค่คุ้มครอง แต่ช่วยลดหย่อนภาษีได้เยอะกว่าที่คิด
หลายคนอาจจะมองว่าการทำประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพเป็นแค่เรื่องของการคุ้มครองความเสี่ยงในอนาคตเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วมันมีประโยชน์มากกว่านั้นเยอะเลยค่ะ โดยเฉพาะเรื่องของการลดหย่อนภาษี ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้หรือรู้แต่ก็มองข้ามไป นี่เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่ฉันเองก็ใช้มาตลอด เพราะนอกจากจะช่วยให้เราอุ่นใจกับความคุ้มครองต่างๆ แล้ว ยังได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีกลับคืนมาอีกด้วย ถือเป็นการวางแผนทางการเงินที่รอบด้านมากๆ เลยนะคะ เพราะไม่มีใครรู้ว่าในอนาคตจะมีอะไรเกิดขึ้นกับเราบ้าง การมีประกันที่เหมาะสมจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดฝันได้เยอะเลย และสิ่งที่ได้กลับมาคือความสบายใจที่ประเมินค่าไม่ได้เลยล่ะค่ะ
1. เลือกประกันชีวิตแบบไหนให้ได้ลดหย่อนสูงสุด
ประกันชีวิตที่เราสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้นั้นมีหลายประเภทค่ะ ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา หรือแม้แต่ประกันบำนาญ แต่ละประเภทก็มีเงื่อนไขและวงเงินลดหย่อนที่แตกต่างกันไป การเลือกประกันชีวิตให้เหมาะสมกับความต้องการและเป้าหมายทางการเงินของเราจึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ค่ะ ตัวอย่างเช่น ถ้าเราอยากได้ความคุ้มครองสูงๆ ในขณะที่เบี้ยประกันไม่แพงมาก ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลาก็น่าสนใจ หรือถ้าเราอยากออมเงินไปพร้อมๆ กับการลดหย่อนภาษี ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ก็เป็นอีกทางเลือกที่ดี ฉันเองก็ได้ลองศึกษาเปรียบเทียบจากหลายๆ บริษัทประกันก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อให้ได้แบบประกันที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ความต้องการของตัวเองมากที่สุด
2. ประกันสุขภาพ: ดูแลตัวเองและลดภาษีไปพร้อมๆ กัน
ในยุคที่ค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้นทุกวัน การมีประกันสุขภาพดีๆ สักฉบับจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ ค่ะ และข่าวดีก็คือเบี้ยประกันสุขภาพที่เราจ่ายไปก็สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ด้วยนะ ไม่ว่าจะเป็นประกันสุขภาพของตัวเอง หรือประกันสุขภาพของพ่อแม่ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป นี่เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่เราจะใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีไปพร้อมๆ กับการดูแลสุขภาพของคนในครอบครัวไปในตัวค่ะ ฉันจำได้ว่าช่วงที่มีคนใกล้ตัวต้องเข้าโรงพยาบาลกระทันหัน ค่าใช้จ่ายพุ่งสูงมาก แต่โชคดีที่มีประกันสุขภาพช่วยรองรับไว้ ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายมากนัก ประกันสุขภาพจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการลดหย่อนภาษี แต่เป็นเรื่องของการลงทุนเพื่อสุขภาพและความสบายใจของเราเองจริงๆ
บริจาคเพื่อสังคม: ได้บุญ แถมยังได้ลดหย่อนภาษีอย่างมีสไตล์
หลายคนอาจจะมองว่าการบริจาคคือการให้ฝ่ายเดียว แต่จริงๆ แล้วมันคือการให้ที่ได้รับกลับมาเช่นกันค่ะ ไม่ใช่แค่ความรู้สึกอิ่มเอมใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นเท่านั้นนะ แต่ยังได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีกลับมาอีกด้วย นี่เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ฉันชอบมากๆ เพราะนอกจากจะได้ทำบุญ สร้างประโยชน์ให้กับสังคมแล้ว ยังช่วยให้เราประหยัดภาษีได้อีกทางหนึ่งด้วย มันเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างหนึ่งที่ใครๆ ก็ทำได้ ไม่ว่าจะเป็นเงินจำนวนเล็กน้อยหรือจำนวนมาก ทุกการบริจาคล้วนมีความหมายและสร้างผลกระทบที่ดีได้ทั้งนั้นเลยค่ะ ฉันเชื่อว่าพลังของการให้สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่างได้จริงๆ และเมื่อเราให้ เราก็จะได้รับกลับมาในรูปแบบที่เราคาดไม่ถึงเสมอ
1. บริจาคแบบไหนที่ลดหย่อนภาษีได้ 1 หรือ 2 เท่า
การบริจาคที่เราสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้นั้นมีหลายประเภทค่ะ บางประเภทสามารถลดหย่อนได้ 1 เท่าของเงินบริจาค แต่บางประเภทที่สำคัญมากๆ ก็สามารถลดหย่อนได้ถึง 2 เท่าเลยนะ เช่น การบริจาคเพื่อการศึกษา การบริจาคให้กับโรงพยาบาลรัฐ หรือการบริจาคเพื่อสนับสนุนการกีฬาต่างๆ ซึ่งมีผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในภาพรวม การที่เราเลือกบริจาคในช่องทางที่ได้สิทธิ์ลดหย่อน 2 เท่า ก็เหมือนกับเราได้ทำบุญเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเลยค่ะ! ฉันเองก็ได้ลองศึกษาดูว่าการบริจาคแบบไหนที่คุ้มค่าที่สุด ทั้งในแง่ของการทำบุญและในแง่ของการลดหย่อนภาษี และมักจะเลือกบริจาคให้กับองค์กรที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อให้มั่นใจว่าเงินที่เราบริจาคไปถึงมือผู้ที่ต้องการจริงๆ
2. เก็บหลักฐานการบริจาคให้ดี มีค่าเสมอ

สิ่งสำคัญที่สุดของการบริจาคเพื่อลดหย่อนภาษีคือการเก็บหลักฐานการบริจาคให้ดีค่ะ ไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จรับเงิน หรือใบอนุโมทนาบัตรที่มีตราประทับของหน่วยงานที่เราบริจาคไป เพราะเอกสารเหล่านี้แหละที่จะเป็นสิ่งยืนยันสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีของเราได้ ถ้าไม่มีหลักฐานก็เหมือนกับการบริจาคไปฟรีๆ ไม่ได้สิทธิ์ลดหย่อนกลับคืนมาเลยนะคะ ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่ซีเรียสเรื่องการเก็บเอกสารมากๆ ค่ะ ทุกครั้งที่บริจาคก็จะขอใบเสร็จและเก็บรวมไว้ในแฟ้มเดียวกัน เพื่อไม่ให้ตกหล่นและง่ายต่อการนำมาใช้ยื่นภาษีในภายหลัง ลองจัดระบบการเก็บเอกสารของตัวเองดูนะคะ จะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะเลย
อย่าพลาดสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ: อัปเดตข้อมูลลดหย่อนภาษีปีล่าสุด
เรื่องภาษีเป็นเรื่องที่ต้องอัปเดตอยู่เสมอจริงๆ ค่ะ เพราะรัฐบาลมักจะมีมาตรการหรือสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ ออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหรือช่วยเหลือประชาชนอยู่เสมอ ซึ่งถ้าเราไม่ติดตามข่าวสารให้ดี ก็อาจจะพลาดโอกาสดีๆ ในการประหยัดภาษีไปได้อย่างน่าเสียดายเลยนะ ฉันเองก็เป็นคนที่ติดตามข่าวสารเรื่องภาษีอย่างใกล้ชิดมาตลอด เพราะรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถส่งผลต่อการวางแผนภาษีของเราได้มากทีเดียว และพอมีมาตรการอะไรใหม่ๆ ออกมา ฉันก็จะรีบศึกษาและนำมาปรับใช้กับตัวเองทันทีเลยค่ะ บางครั้งมาตรการเหล่านี้ก็เป็นอะไรที่เราคาดไม่ถึงและช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าเราได้เยอะเลยจริงๆ ดังนั้น ห้ามพลาดที่จะอัปเดตข้อมูลอยู่เสมอ เพื่อให้เราสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้อย่างเต็มที่และถูกต้องตามกฎหมาย
1. เจาะลึกมาตรการรัฐช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลมักจะมีมาตรการต่างๆ ออกมาเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการช้อปดีมีคืน ที่ให้เราสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าและบริการมาลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งเป็นอะไรที่ฉันเองก็ใช้สิทธิ์นี้มาหลายครั้งแล้วค่ะ เพราะเป็นเรื่องที่เราต้องใช้จ่ายอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน เพียงแค่เปลี่ยนจากการซื้อของที่ไม่มีใบกำกับภาษีเต็มรูป มาเป็นร้านค้าที่ออกใบกำกับภาษีได้ ก็สามารถนำมาลดหย่อนได้ทันที! เป็นการจับจ่ายใช้สอยที่เราได้ประโยชน์สองต่อเลยนะ การติดตามข่าวสารเหล่านี้จะช่วยให้เราไม่พลาดโอกาสดีๆ ในการประหยัดภาษีไปพร้อมๆ กับการช่วยชาติกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย
2. ตรวจสอบสิทธิ์ลดหย่อนสำหรับกลุ่มพิเศษ
นอกจากค่าลดหย่อนพื้นฐานทั่วไปแล้ว ยังมีค่าลดหย่อนสำหรับกลุ่มพิเศษบางกลุ่มที่อาจจะมีสิทธิ์ได้ลดหย่อนเพิ่มเติมอีกด้วยค่ะ เช่น ผู้พิการ หรือผู้ดูแลผู้พิการ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราควรให้ความสนใจและศึกษาให้ดี เพื่อให้มั่นใจว่าเราได้ใช้สิทธิ์ลดหย่อนทุกอย่างที่เรามีสิทธิ์จริงๆ บางครั้งข้อมูลเหล่านี้อาจจะไม่ได้ถูกโปรโมทมากนัก แต่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่เราไม่ควรมองข้าม การที่เราสละเวลาสักเล็กน้อยเพื่อตรวจสอบสิทธิ์เหล่านี้ อาจจะช่วยให้เราประหยัดภาษีได้มากขึ้นอย่างไม่คาดคิดเลยค่ะ
เคล็ดลับจัดเอกสารภาษีให้เป๊ะ ไม่ต้องปวดหัวตอนยื่น
เรื่องการจัดเก็บเอกสารนี่แหละค่ะ ที่มักจะเป็นปัญหาโลกแตกของหลายๆ คน เพราะพอถึงเวลายื่นภาษีทีไร ก็หาเอกสารไม่เจอ มั่วไปหมด จนทำให้การยื่นภาษีกลายเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวไปเลยใช่ไหมคะ? บอกเลยว่าฉันเองก็เคยผ่านจุดนั้นมาแล้วค่ะ! แต่พอได้ลองปรับเปลี่ยนวิธีการจัดเก็บเอกสารให้เป็นระบบมากขึ้น ชีวิตก็ง่ายขึ้นเยอะเลย นี่เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่ฉันอยากจะแชร์มากๆ เพราะมันจะช่วยให้เราประหยัดเวลา ลดความเครียด และทำให้การยื่นภาษีเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ การมีเอกสารที่ครบถ้วนและเป็นระเบียบจะทำให้เรามั่นใจได้ว่าเราจะไม่พลาดสิทธิ์ลดหย่อนอะไรไป และถ้าหากเจ้าหน้าที่สรรพากรเรียกตรวจสอบ ก็สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้ทันที ไม่ต้องมานั่งรื้อค้นเอกสารกันให้วุ่นวายทีหลัง
1. สร้างแฟ้มส่วนตัวสำหรับเอกสารภาษี
วิธีที่ง่ายที่สุดคือการสร้างแฟ้มแยกต่างหากสำหรับเอกสารภาษีโดยเฉพาะเลยค่ะ อาจจะแบ่งเป็นหมวดหมู่ย่อยๆ อีกที เช่น หมวดลดหย่อนส่วนตัว หมวดประกัน หมวดลงทุน หมวดบริจาค หรือหมวดอื่นๆ ตามที่เรามีการใช้สิทธิ์ลดหย่อน เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหาและรวบรวมข้อมูลเมื่อถึงเวลายื่นภาษี ฉันเองก็ทำแบบนี้มาหลายปีแล้วค่ะ พอได้เอกสารอะไรมาที่เกี่ยวกับภาษีก็จะรีบนำมาเก็บในแฟ้มนี้ทันที ทำให้ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าจะหาเอกสารไม่เจอตอนใกล้ถึงเส้นตายการยื่นภาษี นี่เป็นวิธีที่ช่วยลดความเครียดได้เยอะเลยจริงๆ นะคะ
2. ตรวจสอบเอกสารให้ครบถ้วนก่อนยื่นทุกครั้ง
ก่อนที่จะกดปุ่ม “ยื่นภาษี” ทุกครั้ง ให้ใช้เวลาสักเล็กน้อยในการตรวจสอบเอกสารทุกชิ้นว่าครบถ้วนและถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใบรับรองการลดหย่อนต่างๆ จากบริษัทประกัน กองทุน หรือหน่วยงานที่เราบริจาคไป เพราะถ้าข้อมูลไม่ตรงกัน หรือเอกสารไม่ครบถ้วน ก็อาจจะทำให้เราต้องเสียเวลาแก้ไข หรืออาจจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มในภายหลังได้ ฉันเองก็จะใช้เช็กลิสต์ที่เราทำขึ้นเอง เพื่อไล่ดูว่าเอกสารชิ้นไหนที่เรามีแล้ว และชิ้นไหนที่เรายังขาดไป เพื่อให้มั่นใจว่าทุกอย่าง “เป๊ะ” ก่อนจะยื่นภาษี นี่เป็นขั้นตอนเล็กๆ ที่สำคัญมากๆ อย่ามองข้ามเด็ดขาดเลยนะคะ
มาดูตารางสรุปค่าลดหย่อนยอดนิยมที่คุณไม่ควรมองข้ามกันค่ะ
| ประเภทค่าลดหย่อน | วงเงินสูงสุดที่ลดหย่อนได้ (ต่อปี) | ข้อควรรู้/เงื่อนไขเพิ่มเติม |
|---|---|---|
| ค่าลดหย่อนส่วนตัว | 60,000 บาท | ทุกคนมีสิทธิ์ |
| ค่าลดหย่อนคู่สมรส (ไม่มีรายได้) | 60,000 บาท | คู่สมรสต้องจดทะเบียนสมรสและไม่มีเงินได้พึงประเมินตลอดปีภาษี |
| ค่าลดหย่อนบุตร | 30,000 บาท (คนละ) | บุตรชอบด้วยกฎหมาย, บุตรบุญธรรม (มีเงื่อนไข), อายุไม่เกิน 25 ปี และกำลังศึกษาอยู่ |
| เบี้ยประกันชีวิตและเงินฝากแบบมีประกันชีวิต | ไม่เกิน 100,000 บาท | มีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป |
| เบี้ยประกันสุขภาพ (ตนเอง) | ไม่เกิน 25,000 บาท (รวมกับประกันชีวิตได้สูงสุด 100,000 บาท) | ต้องเป็นเบี้ยประกันสุขภาพที่จ่ายให้ตัวเอง |
| เบี้ยประกันสุขภาพ (พ่อแม่) | ไม่เกิน 15,000 บาท | พ่อแม่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี และอายุ 60 ปีขึ้นไป |
| เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/RMF/SSF | รวมกันไม่เกิน 500,000 บาท | RMF ต้องถือครองตามเงื่อนไข, SSF ต้องถือครอง 10 ปีนับจากวันที่ซื้อ |
| เงินบริจาคทั่วไป | ไม่เกิน 10% ของเงินได้พึงประเมินหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆ | ต้องบริจาคให้องค์กรหรือหน่วยงานที่กฎหมายกำหนด |
| เงินบริจาคเพื่อการศึกษา/กีฬา/สาธารณสุข | ลดหย่อนได้ 2 เท่าของเงินบริจาคจริง (แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักฯ) | ต้องบริจาคให้หน่วยงานที่ระบุตามกฎหมาย |
ส่งท้ายบทความนี้กับการลดหย่อนภาษี
เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน พออ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่าเรื่องค่าลดหย่อนภาษีไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดใช่ไหมล่ะ? ฉันเองก็อยากจะบอกจากใจจริงเลยค่ะว่า การทำความเข้าใจและใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีให้เต็มที่นั้น เป็นเหมือนกับการที่เราได้บริหารจัดการการเงินของตัวเองอย่างชาญฉลาดที่สุดเลยนะ เงินที่เราประหยัดได้จากภาษีสามารถนำไปต่อยอดในการออม การลงทุน หรือแม้แต่ใช้จ่ายเพื่อสร้างความสุขให้กับตัวเองและครอบครัวได้อีกเยอะเลยค่ะ อย่าปล่อยให้โอกาสดีๆ แบบนี้หลุดมือไปง่ายๆ เพียงเพราะคิดว่ามันยุ่งยากนะคะ ลองเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ใกล้ตัวก่อน แล้วค่อยๆ เรียนรู้เพิ่มเติมไปเรื่อยๆ รับรองว่าคุณจะค้นพบความมหัศจรรย์ของการลดหย่อนภาษีที่ช่วยให้ชีวิตคุณดีขึ้นได้อย่างแน่นอนค่ะ และที่สำคัญคือต้องทำอย่างสม่ำเสมอทุกปีเพื่อสร้างวินัยทางการเงินที่ดีให้กับตัวเองด้วยนะคะ
สิ่งที่คุณควรรู้เพิ่มเติมเพื่อวางแผนภาษีอย่างมืออาชีพ
1. ตรวจสอบรายการลดหย่อนภาษีเป็นประจำทุกปี: กฎหมายและมาตรการภาษีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอค่ะ การติดตามข่าวสารจากกรมสรรพากรหรือเว็บไซต์ทางการเงินที่น่าเชื่อถือ จะช่วยให้คุณไม่พลาดสิทธิ์ลดหย่อนใหม่ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น เหมือนอย่างที่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ออกมาเป็นระยะๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องติดตามและปรับตัวให้ทันเพื่อใช้สิทธิ์ได้อย่างเต็มที่ และบางครั้งรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ก็สำคัญมาก อย่าลืมเช็กเงื่อนไขให้ละเอียดนะคะ เพราะอย่างในปี 2567 (หรือ 2024) ที่ผ่านมาก็มีหลายรายการที่น่าสนใจและช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าเราได้เยอะเลยค่ะ เช่น มาตรการลดหย่อนภาษีจากการท่องเที่ยว หรือโครงการ Easy e-Receipt ที่เป็นประโยชน์มากๆ การอัปเดตข้อมูลอยู่เสมอนี่แหละคือกุญแจสำคัญสู่การวางแผนภาษีที่สมบูรณ์แบบ
2. จัดเก็บเอกสารให้เป็นระบบตั้งแต่ต้นปี: เชื่อเถอะค่ะว่าการเก็บเอกสารสำคัญทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ใบรับรองการชำระเบี้ยประกัน หรือเอกสารการลงทุนต่างๆ ให้เป็นระเบียบตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยประหยัดเวลาและความเครียดไปได้เยอะมากตอนถึงเวลายื่นภาษี ฉันแนะนำให้แยกแฟ้มเอกสารตามประเภทค่าลดหย่อน และเมื่อได้รับเอกสารมาก็ให้รีบนำมาเก็บเข้าที่ทันที เพื่อป้องกันการสูญหายหรือลืมไปเลยว่ามีสิทธิ์ลดหย่อนอะไรบ้าง ที่สำคัญคือต้องเก็บต้นฉบับไว้ให้ดี และอาจจะถ่ายสำเนาหรือสแกนเก็บไว้เป็นไฟล์ดิจิทัลด้วยอีกทางหนึ่ง เพื่อความปลอดภัยและสะดวกในการค้นหาภายหลังค่ะ บางครั้งเอกสารชิ้นเล็กๆ เพียงชิ้นเดียวก็สามารถสร้างความแตกต่างในการลดหย่อนภาษีของเราได้มากเลยนะคะ
3. อย่าลดหย่อนภาษีโดยไม่มีเป้าหมาย: การลดหย่อนภาษีควรเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเงินโดยรวมของคุณ ไม่ใช่แค่การใช้จ่ายเพื่อให้ได้ลดหย่อนเท่านั้น ลองพิจารณาว่าการลงทุนใน RMF/SSF หรือการทำประกันชีวิต/สุขภาพนั้น สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินระยะยาวของคุณหรือไม่ เช่น การออมเพื่อวัยเกษียณ การสร้างหลักประกันให้ครอบครัว หรือการวางแผนสุขภาพ เพราะถ้าเรามัวแต่ซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อลดหย่อนภาษีเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้พิจารณาถึงความจำเป็นและผลตอบแทนที่แท้จริง ก็อาจจะไม่คุ้มค่าในระยะยาวได้ค่ะ ฉันเองจะมองภาพรวมเสมอว่าสิ่งที่เรากำลังจะใช้สิทธิ์ลดหย่อนนั้น มันตอบโจทย์ชีวิตของเราในแง่อื่นๆ ด้วยหรือไม่ ถ้าตอบโจทย์หลายด้านได้พร้อมกัน ก็ถือว่าคุ้มค่าที่สุดแล้วค่ะ
4. ใช้เครื่องมือคำนวณภาษีออนไลน์ให้เป็นประโยชน์: ปัจจุบันมีเครื่องมือคำนวณภาษีออนไลน์มากมายที่ใช้งานง่ายและช่วยให้เราประมาณการภาษีที่ต้องจ่ายหรือเงินคืนภาษีได้อย่างรวดเร็ว ลองใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อวางแผนการลดหย่อนภาษีล่วงหน้า จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมและสามารถปรับเปลี่ยนแผนได้ทันท่วงที ก่อนจะถึงกำหนดเวลายื่นภาษีจริงๆ ฉันพบว่าการลองกรอกข้อมูลจำลองลงไปในโปรแกรมคำนวณภาษีของกรมสรรพากร หรือแอปพลิเคชันจากธนาคารต่างๆ ก็ช่วยให้เราเข้าใจโครงสร้างภาษีและผลกระทบของค่าลดหย่อนแต่ละประเภทได้ดีขึ้นเยอะเลยค่ะ ไม่ต้องมานั่งปวดหัวคำนวณเองให้ยุ่งยากอีกต่อไปแล้วค่ะ
5. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อจำเป็น: หากคุณมีรายได้หลายทาง มีการลงทุนที่ซับซ้อน หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเงื่อนไขการลดหย่อนบางประเภท การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี นักบัญชี หรือที่ปรึกษาทางการเงินเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดมากค่ะ พวกเขาจะสามารถให้คำแนะนำที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ของคุณ เพื่อให้คุณใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้อย่างเต็มที่และไม่ผิดพลาด การลงทุนเพื่อขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญนี้ อาจจะช่วยให้คุณประหยัดเงินภาษีได้มากกว่าค่าใช้จ่ายที่คุณเสียไปเพื่อปรึกษาเสียอีกค่ะ อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ เพราะเรื่องภาษีเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีผลกับเงินในกระเป๋าของเราโดยตรงเลยนะคะ
สรุปประเด็นสำคัญที่ต้องจำให้ขึ้นใจ
หัวใจสำคัญของการลดหย่อนภาษีคือ “ความเข้าใจและการเตรียมพร้อม” ค่ะ ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หัดยื่นภาษี หรือเป็นนักวางแผนการเงินมืออาชีพ การหมั่นศึกษาข้อมูล อัปเดตข่าวสาร และเก็บเอกสารหลักฐานให้ครบถ้วนอยู่เสมอ จะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุดจากสิทธิ์ลดหย่อนต่างๆ และทำให้การยื่นภาษีเป็นเรื่องง่าย ไม่น่าปวดหัวอีกต่อไปค่ะ จำไว้เสมอนะคะว่าทุกบาททุกสตางค์ที่เราสามารถประหยัดภาษีได้ คือเงินที่เราสามารถนำไปต่อยอด สร้างความมั่นคง และเติมเต็มความสุขให้กับชีวิตของเราได้ในอนาคต ดังนั้น อย่ารอช้าที่จะเริ่มต้นวางแผนภาษีของคุณตั้งแต่วันนี้ เพื่อชีวิตทางการเงินที่แข็งแกร่งและอิสระมากขึ้นค่ะ มั่นใจว่าถ้าคุณทำตามคำแนะนำเหล่านี้ คุณจะรู้สึกเหมือนฉันที่ได้ค้นพบขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ และจ่ายภาษีน้อยลงอย่างถูกกฎหมายในทุกๆ ปีเลยค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: ค่าลดหย่อนพื้นฐานอะไรบ้างที่เราทุกคนควรจะรู้และใช้ให้เป็นประจำทุกปีคะ?
ตอบ: เรื่องค่าลดหย่อนพื้นฐานนี่สำคัญมากๆ เลยนะคะ เหมือนเป็นสิทธิ์ที่เราพึงได้รับแบบอัตโนมัติเลยค่ะ อันดับแรกเลยคือ “ค่าลดหย่อนส่วนตัว” 60,000 บาท อันนี้ได้กันทุกคนอยู่แล้ว ไม่ต้องทำอะไรเลยค่ะ แค่มีเงินได้ถึงเกณฑ์ก็ใช้สิทธิ์ได้เลย ถัดมา ถ้าใครมีครอบครัวจดทะเบียนสมรส แล้วคู่สมรสไม่มีรายได้ ก็อย่าลืมใช้ “ค่าลดหย่อนคู่สมรส” อีก 60,000 บาทนะคะ ช่วยได้เยอะเลย ส่วนใครมีเจ้าตัวเล็ก คุณแม่ที่ฝากครรภ์และคลอดบุตรก็สามารถลดหย่อนได้ตามจริง ไม่เกิน 60,000 บาทต่อครรภ์นะคะ และ “ค่าลดหย่อนบุตร” อีกคนละ 30,000 บาท หรือ 60,000 บาทสำหรับบุตรคนที่สองขึ้นไปที่เกิดตั้งแต่ปี 2561 ก็เป็นอีกตัวช่วยสำคัญค่ะ ที่สำคัญคือ “ค่าลดหย่อนดูแลบิดามารดา” ของเราและของคู่สมรส ท่านละ 30,000 บาท ถ้าคุณพ่อคุณแม่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปและมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี อันนี้ฉันใช้เองเลยค่ะ ดีใจที่ได้ดูแลท่านแล้วยังช่วยประหยัดภาษีได้อีกด้วยนะ และสุดท้ายที่หลายคนมีอยู่แล้วคือ “เงินสมทบประกันสังคม” ที่เราจ่ายไปทุกเดือน ก็นำมาลดหย่อนได้ตามจริงสูงสุด 9,000 บาทต่อปีค่ะ ถ้าเราไม่พลาดตรงนี้ไป เงินที่เราต้องจ่ายภาษีก็จะลดลงไปเยอะเลยนะ!
ถาม: นอกเหนือจากค่าลดหย่อนพื้นฐานแล้ว มีวิธีไหนอีกบ้างคะที่จะช่วยประหยัดภาษีได้มากขึ้น โดยเฉพาะพวกการลงทุนหรือประกันต่างๆ?
ตอบ: โอ้โห คำถามนี้ถูกใจมากเลยค่ะ เพราะการวางแผนลดหย่อนภาษีด้วยการลงทุนหรือประกันนี่แหละคือหัวใจสำคัญของการประหยัดภาษีแบบชาญฉลาดเลยค่ะ จากประสบการณ์ตรงของฉันที่ได้ลองศึกษาและลงทุนมาพักใหญ่ ฉันพบว่า “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)” และ “กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG)” เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ เลยค่ะ RMF ช่วยให้เราวางแผนเกษียณได้พร้อมลดหย่อนภาษี ส่วน Thai ESG ก็เป็นกองทุนใหม่ที่รัฐบาลสนับสนุนให้เราลงทุนในบริษัทที่เน้นความยั่งยืน ซึ่งนอกจากจะได้ลดหย่อนภาษีสูงสุดถึง 300,000 บาทในปีภาษี 2567-2569 แล้ว ยังได้ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศอีกด้วยนะคะ นอกจากนี้ “เบี้ยประกันชีวิต” หรือ “เบี้ยประกันสุขภาพ” ก็เป็นอีกทางเลือกที่ไม่ควรมองข้ามค่ะ เพราะนอกจากจะได้รับความคุ้มครองแล้ว ยังนำมาลดหย่อนได้อีก โดยเบี้ยประกันชีวิตทั่วไปลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท ส่วนเบี้ยประกันสุขภาพลดหย่อนได้สูงสุด 25,000 บาท และถ้าซื้อ “ประกันสุขภาพให้คุณพ่อคุณแม่” ก็ลดหย่อนได้อีก 15,000 บาทค่ะ เรียกว่าได้ประโยชน์สองต่อเลย!
ฉันเองก็เลือกซื้อประกันสุขภาพให้ตัวเองและคุณแม่ค่ะ เพราะรู้สึกอุ่นใจและยังได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีด้วย
ถาม: มีค่าลดหย่อนพิเศษหรือสิ่งที่หลายคนอาจจะมองข้ามไป ที่สามารถช่วยลดภาษีของเราได้อย่างมีนัยสำคัญอีกบ้างไหมคะ?
ตอบ: แน่นอนค่ะ! มีบางอย่างที่คนมักจะมองข้าม แต่ถ้าเรารู้และใช้ให้ถูกจุด มันช่วยประหยัดภาษีได้เยอะกว่าที่คิดเลยนะ! อย่างแรกเลยคือ “เงินบริจาค” ค่ะ ปกติก็ลดหย่อนได้ 1 เท่าของที่จ่ายจริง แต่ถ้าบริจาคผ่านระบบ e-Donation ให้หน่วยงานที่กำหนด เช่น การศึกษา กีฬา หรือโรงพยาบาลของรัฐ เราจะได้สิทธิ์ลดหย่อนถึง “2 เท่า” เลยนะคะ!
อย่างฉันเองก็ชอบบริจาคผ่านระบบนี้ เพราะสะดวกและได้ลดหย่อนภาษีเพิ่มขึ้นด้วยค่ะ นอกจากนี้ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัย ก็สามารถนำมาลดหย่อนได้ตามจริงสูงสุด 100,000 บาทเลยนะคะ สำหรับใครที่มีภาระผ่อนบ้านอยู่ ไม่ควรพลาดเด็ดขาดค่ะ และสำหรับใครที่กำลังวางแผนสร้างบ้านใหม่ในปี 2567-2568 รัฐบาลก็มีมาตรการ “ค่าสร้างบ้านใหม่” ที่ลดหย่อนได้ 10,000 บาท ต่อค่าก่อสร้างทุกๆ 1 ล้านบาท สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทด้วยนะ เห็นไหมคะว่ามีช่องทางลดหย่อนภาษีเยอะแยะไปหมด ถ้าเราวางแผนดีๆ และไม่พลาดสิทธิ์เหล่านี้ รับรองว่าปีหน้าคุณจะต้องยิ้มออกตอนยื่นภาษีแน่นอนค่ะ






